การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ภาษีสรรพากรกับผลิตภัณฑ์มวลรวมรวมจังหวั
| dc.contributor.advisor | ชมพูนุท โกสลากร เพิ่มพูนวิวัฒน์ | |
| dc.contributor.author | ประสิทธิ์ มะโนธรรม | |
| dc.contributor.coadvisor | ศิริพร สัจจานันท์ | |
| dc.contributor.other | มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สำนักบัณฑิตศึกษา | |
| dc.date.accessioned | 2024-03-01T02:32:44Z | |
| dc.date.available | 2024-03-01T02:32:44Z | |
| dc.date.issued | 2007 | |
| dc.date.issuedBE | 2550 | |
| dc.description | วิทยานิพนธ์ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์))--มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2550 | |
| dc.description.abstract | การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาถึงสัดส่วนรายได้ภาษีอากร 2) รายได้ภาษีสรรพากรของประเทศไทยและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ภาษีสรรพากรกับผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดในแต่ละสาขาการผลิตของแต่ละกลุ่มพื้นที่ โดยทำการวิเคราะห์สัดส่วนรายได้ภาษีอากรต่อรายได้รัฐบาลผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ รายได้ภาษีสรรพากรต่อรายได้ภาษีอากร ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดในแต่ละกลุ่มพื้นที่ที่จำแนกตามประเภทรายได้ภาษีสรรพากร โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิในช่วงปี 2540 - 2550 ของหน่วยงานกรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ งานวิจัยนี้ใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณาในการวิเคราะห์สัดส่วน และใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณในการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันเป็นตัววัดค่าและทิศทางความสัมพันธ์ ผลการศึกษาพบว่า 1) สัดส่วนรายได้ภาษีอากรคิดเป็นร้อยละ 88 ของรายได้รัฐบาล เมื่อเทียบสัดส่วนรายได้ภาษีอากรตามหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดเก็บพบว่า ร้อยละ 70 เป็นรายได้มาจากภาษีสรรพากร ร้อยละ 20 มาจากภาษีสรรพสามิต และร้อยละ 10 มาจากภาษีศุลกากร ภาษีที่จัดเก็บได้สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม รองลงมาคือภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีปิโตรเลียม และอากรแสตมป์ และพบว่ากลุ่มพื้นที่สรรพากรในเขตกรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนรายได้ภาษีสรรพากรรวมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด สูงที่สุด ร้อยละ 22 และต่ำสุดร้อยละ 2 เป็นกลุ่มพื้นที่สรรพากรในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า การเปลี่ยนแปลงของรายได้ภาษีสรรพากร มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดและเป็นไปในทางบวกที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับร้อยละ 0.01 โดยสาขาเกษตรกรรม มีความสัมพันธ์สูงในทุกพื้นที่ของกลุ่มจังหวัด รองลงมาคือสาขาการไฟฟ้าประปา ส่วนสาขาที่มีความสัมพันธ์น้อยที่สุดคือสาขาการเงินและการธนาคาร ปัจจัยที่มีความสำคัญที่จะนำมาใช้เพื่อเพิ่มปริมาณการจัดเก็บภาษีสรรพากรคือมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดในแต่ละสาขาการผลิต เพราะมีอิทธิพลต่อการจัดเก็บภาษีในแต่ละจังหวัดมากที่สุด | |
| dc.format.mimetype | application/pdf | |
| dc.identifier.uri | https://hdl.handle.net/20.500.14770/4786 | |
| dc.language.iso | tha | |
| dc.publisher | มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช | |
| dc.rights | Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) | |
| dc.rights.holder | มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช | |
| dc.rights.uri | https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ | |
| dc.subject.other | ภาษี | |
| dc.subject.other | การจัดเก็บภาษี | |
| dc.subject.other | ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด | |
| dc.title | การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ภาษีสรรพากรกับผลิตภัณฑ์มวลรวมรวมจังหวั | |
| dc.title.alternative | A study of relations between tax revenue and gross provincial products | |
| dc.type | Thesis | |
| mods.digitalOrigin | Born digital | |
| thesis.degree.discipline | เศรษฐศาสตร์ | |
| thesis.degree.grantor | มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช | |
| thesis.degree.level | ปริญญาโท | |
| thesis.degree.name | เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต |
