การจัดการการปลูกหม่อนและการเลี้ยงไหมแบบหัตถกรรมของเกษตรกรจังหวัดหนองบัวลำภู
0
0
Files
Issued Date
2018
Resource Type
Language
tha
File Type
application/pdf
Rights
Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)
Rights Holder(s)
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
Suggested Citation
กาญจนาพร พันธิรัตน์ (2018). การจัดการการปลูกหม่อนและการเลี้ยงไหมแบบหัตถกรรมของเกษตรกรจังหวัดหนองบัวลำภู. สืบค้นจาก: https://hdl.handle.net/20.500.14770/2824
Alternative Title(s)
Mulberry cultivation, sericulture and management by small scale sericulturists in Nongbua Lamphu Province
Author(s)
Other Contributor(s)
Abstract
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนและเลี้ยงไหมของเกษตรกรในจังหวัดหนองบัวลำภู 2) การจัดการแปลงหม่อนและการเลี้ยงไหม 3) รายได้จากการขายผลผลิตจากไหม 4) ปัญหาและอุปสรรคในการปลูกหม่อนและการเลี้ยงไหม ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนและเลี้ยงไหมหัตถกรรม ในเขตพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนและเลี้ยงไหมกับกรมหม่อนไหมในปี 2559 จำนวน 460 คน คำนวณกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของทาโร่ยามาเน่ ที่ความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ได้จำนวน 214 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 58.28 ปี การศึกษาระดับประถมศึกษา มีแรงงานเฉลี่ยจำนวน 2 คน การปลูกหม่อนและการเลี้ยงไหมทำเป็นอาชีพเสริม พื้นที่ในการปลูกหม่อนเฉลี่ย 2 งาน ประสบการณ์ในการปลูกหม่อนและการเลี้ยงไหมของเกษตรกรเฉลี่ย 13.26 ปี และเกษตรกรมีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนและเลี้ยงไหม 2) พันธุ์หม่อนที่ปลูกคือพันธุ์บร. 60 โดยใช้แหล่งน้ำธรรมชาติ พื้นที่ปลูกเป็นดินร่วนปนทราย แปลงหม่อนไม่พบโรคและแมลง มีการใส่ปุ๋ยคอกและมีการกำจัดวัชพืช เกษตรกรมีการตัดแต่งกิ่งหม่อนในเดือนพฤษภาคม กิ่งหม่อนที่ตัดแต่งเกษตรกรใช้คลุมแปลงหม่อน เกษตรกรเก็บใบหม่อนสำหรับนำไปเลี้ยงไหม และเกษตรกรไม่มีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกหม่อน ส่วนการเลี้ยงไหมเกษตรกรมีห้องเลี้ยงไหมแบบประหยัด (แยกจากตัวบ้าน) และได้รับการสนับสนุนไข่ไหมจากหน่วยงานราชการ เป็นไข่ไหมพันธุ์ไทยลูกผสม ในรอบ 1 ปี เกษตรกรเลี้ยงไหมได้จำนวน 3-4 รุ่นและเลี้ยงจำนวน 1 แผ่น/รุ่น การถ่ายมูลไหมใช้วิธีการคัดตัวไหมออกด้วยมือทั้งวัยอ่อนและวัยแก่ โรคหนอนไหมที่พบคือโรคแกรสเซอรี่ (เต้อ) การลอกรังไหมออกจากจ่อหลังไหมทำรังแล้ว จำนวน 3 วัน เกษตรกรทำความสะอาดโรงเลี้ยงไหมด้วยน้ำเปล่า ส่วนอุปกรณ์การเลี้ยงไหมใช้ผงซักฟอก และเกษตรกรไม่มีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงไหม 3) รายได้จากการขายผลผลิตที่ได้จากไข่ไหม 1 แผ่นเกษตรกรได้ผลผลิตรังไหมเฉลี่ย 14.79 กิโลกรัม รังไหมที่ได้เกษตรกรนำไปสาวเป็นเส้นไหม ปริมาณเส้นไหมที่สาวเฉลี่ย 1.78 กิโลกรัม เส้นไหมที่สาวคือเส้นไหมชนิด 1 (ไหมน้อย) ส่วนดักแด้เกษตรกรนำไปจำหน่ายได้เงินเฉลี่ย 1,345 บาท ส่วนเส้นไหมที่ได้เกษตรกรนำไปทอเป็นผ้าไหม ได้ผ้าไหมยาวเฉลี่ย 14.47 หลา ชนิดผ้าที่ทอมากคือผ้ามัดหมี่ เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 8,625 บาท 4) ปัญหาและอุปสรรคในการปลูกหม่อนและเลี้ยงไหม อยู่ในระดับปานกลาง
Description
วิทยานิพนธ์ (กษ.ม.(การจัดการการเกษตร))--มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2561
Degree Name
เกษตรศาสตรมหาบัณฑิต
Degree Level
ปริญญาโท
Degree Discipline
เกษตรศาสตร์และสหกรณ์
Degree Grantor(s)
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
View online Resources
Collections
Endorsement
Review
Supplemented By
Referenced By
Creative Commons license
Except where otherwised noted, this item's license is described as Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)

